Create your own 3-D interactive Pop Up Book for free

You love the Pop Up Book.

You do not know yet how to pop the thing up.

You want to create the quick one.

Please visit ZooBurst.com for building your own interactive pop up book for free

One article leaded me to the website which is a lot of fun to work with. I want you to try it.

ZooBurst is a digital storytelling tool that lets anyone easily create his or her own 3D pop-up books. Using ZooBurst, storytellers of any age can create their own rich worlds in which their stories can come to life.

http://www.zooburst.com/index.php

Posted in Uncategorized | Leave a comment

Time to Study 1

Today I watched a lecture of Bruce Foster, one of my favourite paper engineer on Youtube.  He did  a lecture at the National Museum of American History of theSmithsonian Institution opened an exhibition, Paper Engineering: Fold, Pull, Pop and Turn. If you are curious to know how they produce the pop ups book, just watch the link as below. Have fun!!

Posted in Uncategorized | Leave a comment

Pop up and Movable Books in the Context of History in Thai

I’ve been searching for more knowledge of Pop Ups. I hit one site, popuplady.com, which is full of knowledge and inspiration. I asked Ellen G.K. Rubin, who created the Popuplady for permission to translate her article into Thai. She said she loved to share her article in Thailand. Here you are, the most complete of Pop up History. 

Please Visit The Site for the original Article at popuplady.com

ความเป็นมาของหนังสือสามมิติ

แปลจาก Pop Up and Movable Books in the Context of History; Ellen G.K. Rubin

สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “ฉันได้ยิน ฉันลืม, ฉันเห็น ฉันจำได้, ฉันทำ ฉันจึงเข้าใจ” เป็นคำกล่าวที่เหมาะสมสำหรับขั้นตอนการสร้างสรรค์หนังสือป๊อบอัพสามมิติ การใช้เทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วงล้อ (wheels), แผ่นพับแบบเปิดปิด (flaps), กลับด้าน(turn-ups), แถบดึง (pull-tabs) และ ป๊อบอัพ (pop-ups) เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านและทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกับหนังสือ เทคนิคป๊อบอัพหรือการขยับได้ของหนังสือมีจุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือ และทำให้ผู้อ่านสามารถจดจำเนื้อหาผ่านภาพและเทคนิคประกอบได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสำหรับการเรียนการสอน, เพื่อความบันเทิง หรือ หนังสือที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่องานศิลปะ

  ย้อนไปเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 (ศตวรรษที่ 13) ได้มีการผลิตหนังสือเคลื่อนไหวเล่มแรก มีเนื้อหาเกี่ยวกับการคำนวณต่างๆ มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการศึกษา โดย แมททิว ปารีส (Matthew Paris) พระชาวอังกฤษ  โดยใช้เทคนิคแป้นหมุน (a volvelle) บันทึกลำดับเหตุการณ์ในปีพ.ศ 1179 – 1796 (Chronica Majorca ค.ศ. 1236-1253)  เพื่อใช้สำหรับการคำนวณวันหยุดทางศาสนาคริสต์ประจำปี คำว่า volvere มาจากภาษาละตินแปลว่า การหมุน (turn) Volvellesจะถูกพิมพ์บนแผ่นกระดาษวงกลม หรือแผ่นหนังหลายๆ แผ่น จากนั้นก็ยึดด้วยด้ายลินินหรือหมุด หนังสือเล่มนี้ได้ถูกใช้สำหรับปฏิทินทางศาสนา, การศึกษาทางคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ และ ดาราศาสตร์ รวมถึงเป็นเครื่องมือนำทางในการเดินเรือ โดยการหมุนแผ่นวงกลมที่ซ้อนทับกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลต่างๆ


ปีพ.ศ. 1993 (ค.ศ.1450) โจฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) ได้คิดค้นเครื่องมือในการพิพม์หนังสือ ทำให้การพิพม์หนังสือมีราคาถูกลง และเกิดการแพร่หลายของความรู้   ในปีพ.ศ. 2086 (ค.ศ.1543) แอนเดรส เวสาลิอูส (Andreas Vesalius) ได้ผลิตหนังสือชื่อ “De corporis humani fabrica libri septem”โดยเทคนิคแกะไม้ เขาได้ใช้เทคนิค การพับแบบเปิดปิด (flaps) นำเสนอภาพกล้ามเนื้อ, กระดูก, และอวัยวะภายในของมนุษย์ แผ่นพับที่ถูกเปิดขึ้นทำให้เห็นอวัยวะภายในแต่ละชั้น ผู้อ่านจะเห็นลำไส้ภายในได้ เป็นประโยชน์กับ ผู้อ่านที่มีความสนใจ รวมถึงนักศัลยกรรม หรือนักศึกษาแพทย์ได้ใช้สำหรับศึกษาองค์ประกอบในร่างกายของมุนษย์  แต่เทคนิคแบบนี้ไม่ได้ถูกประกอบอย่างแน่นไปกับตัวหนังสือ ทำให้เกิดการสูญหายได้ง่าย

ก่อนปีพุทธศตวรรษที่ 23 (คริสตศตวรรษที่ 18) ยุโรปตะวันตกไม่ค่อยได้ผลิตหนังสือเพื่อความบันเทิงสำหรับเด็ก เพราะมีความเชื่อที่ว่า เด็ก คือ ความไร้ระเบียบ จะต้องถูกสั่งสอนในสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง หนังสือยุคแรกๆ จึงเกี่ยวเนื่องกับศีลธรรมจรรยา และภาพความโหดร้ายหากประพฤติไม่ดี ความเชื่อที่ว่านี้ได้เปลี่ยนไปหลังพุทธศตวรรษที่ 23 (คริสตศตวรรษที่ 18) มุมมองเกี่ยวกับเด็กได้เปลี่ยนไปในเชิงเหตุผลมากขึ้น ยอมรับให้มีการผลิตหนังสือที่มีภาพประกอบควบคู่ไปกับการเรียนรู้ของเด็ก

ปีพ.ศ.2308 (ค.ศ.1765) โรเบิร์ต ซาเยอร์ (Robert Sayer) ได้ผลิตหนังสือเคลื่อนไหวสำหรับเด็กเล่มแรก เป็นหนังสือที่มีแผ่นภาพเล็กๆซ้อนกันเป็นส่วนๆ (pamphlets) เมื่อมีการเปิดแผ่นภาพขึ้นก็จะมองเห็นภาพด้านล่าง ทำให้เกิดเป็นภาพใหม่ประกอบกัน พร้อมคำบรรยาย หรือจะเรียกว่าเทคนิค Harlequinades ตามชื่อของตัวละครในหนังสือเล่มนี้

การพัฒนาหลายๆ ด้านในประเทศอังกฤษได้สนับสนุนการเผยแพร่หนังสือเพื่อส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก  ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเต็มขั้น รวมถึงการผลิตหนังสือเคลือนไหวโดยเน้นกลุ่มลูกค้าชนชั้นกลางถึงชนชั้นสูงที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ, การเคลื่อนไหวของโรงเรียนวันอาทิตย์ในปีพ.ศ.2323 (ค.ศ.1780), การกำเนิดขึ้นของห้องสมุดสาธารณะในปีพ.ศ. 2393 (ค.ศ.1850) และในปีพ.ศ.2413 (ค.ศ.1870) กระทรวงการศึกษา ได้กำหนดการศึกษาภาคบังคับในประเทศอังกฤษ ช่วยให้เกิดนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มของวรรณกรรมเยาวชนที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นของพุทธศตวรรษที่ 25 (คริสตศตวรรษที่ 20) ตัวอย่างเช่น การประสบความสำเร็จของหนังสือ โรบินสัน ครูโซ ของ เดฟอ ในปีพ.ศ.2262 (defoe’s Robinson Crusoe 1719), หนังสือการเดินทางของกูลลิเวอร์ โดยสวิฟท์ ปีพ.ศ.2269 (Swift’s Gulliver’s travels 1726), นิทานของพี่น้องกริมม์ ปีพ.ศ.2366 (the Grimm brother 1823) และเรื่องแปลของ ฮานส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ปีพ.ศ.2389 (Hans Christian Andersen 1846)

ทั้งหมดนี้ ได้ส่งผลให้สำนักพิมพ์ในอังกฤษเริ่มขยายตลาดมาที่กลุ่มวัยรุ่น บริษัท เอส แอนด์ เจ ฟูเลอร์ (S & J Fuller) ได้พิมพ์หนังสือ เดอะ ฮีสทอรี ออฟ ลิตเติ้ล แฟนนี่  พ.ศ.2353 (The History of Little Fanny1810) เป็นหนังสือตุ๊กตากระดาษเล่มแรกที่เสื้อผ้าสามารถเคลื่อนไหวได้ ออกแบบโดยดีน แอนด์ ซันส์ (Dean & Sons) ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลแรกที่สร้างสรรค์ภาพประกอบในแบบสามมิติ นอกจากนี้ยังมีการผลิตอีกกว่า 50 เรื่อง รวมถึงสำนักพิมพ์เจ้าอื่นๆ ก็ได้จัดทำหนังสือสามมิติออกมาเช่นกัน เช่น ดาร์ตัน แอนด์ ซัน (Darton & Son), เอิร์นเนสท นิสเตอร์ (Ernest Nister) และ ราฟาเอล ทักค์ แอนด์ ซันส์ (Raphael Tuck & Sons)


หลังจากที่หนังสือสำหรับเด็กไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องการสอนศีลธรรมจรรยาอีกต่อไป ประเทศเยอรมันได้กลายเป็นศูนย์กลางในด้านการพิมพ์, และการประกอบของเล่นเด็ก พี่น้องแมคลอห์ลิน (McLoughlin Brothers) และ อี.พี. ดูตัน (E.P. Dutton) จากประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มผลิตหนังสือเคลื่อนไหว นอกจากนี้การ์ดอวยพร และไปรษณีย์บัตรก็เริ่มมีการผลิตโดยใช้เทคนิคเคลื่อนไหวเช่นกัน กระบวนการผลิตนี้ได้เพิ่มจำนวนขึ้นหลังจากการพัฒนาของอุตสาหกรรมการพิพม์, ราคากระดาษที่ต่ำลง และค่าแรงที่ถูกลงด้วย

ตอนปลายของพุทธศตวรรษที่ 24 (คริสตศตวรรษที่ 19) จำนวนการผลิตหนังสือเคลื่อนไหวมีมากกว่าที่เคยมีมา  ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่ง ในโลกที่ยังไม่มีวิทยุ, โทรทัศน์ หรือกระทั่งเครื่องเล่นวีดีโอเกมส์ หนังสือเคลื่อนไหวเหล่านี้จึงเป็นความบันเทิงที่คนในครอบครัวมีร่วมกัน อาจกล่าวได้ว่าระยะเวลานี้เป็นยุคทองของหนังสือเคลื่อนไหวก็ได้

นักออกแบบหนังสือสามมิติหรือที่เรียกกันว่า เปเปอร์เอนจิเนียร์ (paper engineer) ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุคทองนี้ คือ โลธาร์ แมกเจนดอร์เฟอร์ พ.ศ.2390-2468 (Lothar Meggendorfer 1847-1925) ชาวเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน หนังสือที่ใช้เทคนิคแถบดึงของเขาเป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลก เพราะการให้ความปราณีตในการทำหมุดยึด ทำให้การดึงแถบกระดาษแต่ละครั้งสามารถสร้างการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนคล้ายกับมีชีวิต แมกเจอดอร์เฟอร์ยังได้ผลิตหนังสือสามมิติที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโรงละครสัตว์, บ้านตุ๊กตา และสวนสาธารณะ เขานำเสนอมุมเล็กๆ ของชีวิต ประกอบภาพของคู่หนุ่มสาวที่สามารถเห็นได้จากภาพวาดของ เออร์เนส นิสเตอร์

เป็นอย่างคำกล่าวที่ว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ทำลายการผลิตหนังสือและของเล่นของประเทศเยอรมัน เป็นการยากที่จะจ้างคนในการประกอบหนังสือป๊อบอัพ เพราะค่าแรงได้พุ่งตัวสูงขึ้น ในขณะที่ความต้องการของผู้ซื้อก็ลดจำนวนลง

ท่ามกลางความถดถอยของกระบวนการผลิตในช่วงสงครามโลกนี้ ก็ยังมีบุคคลหนึ่งที่ได้ให้กำเนิดชีวิตใหม่ให้กับวงการผลิตหนังสือสามมิติ สตีเฟน หลุยส์ จีราด ชาวอังกฤษ พ.ศ.2422-2493 (Stephan Louis Giraud 1879-195) เขาได้จดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ของเขาชื่อว่า แสตน อัพ ไลฟ์ ไลค์ (Stand-Up Life-Like), ลิฟวิ่ง โมเดลส์ (living Models) และ พิกเจอร์ แดท สปริง ทู ไลฟ์ (Pictures that Spring to Life) ตั้งแต่ปีพ.ศ.2472-2492 (1929-1949) จีราดได้พิมพ์ทั้งหนังสือ เดลีเอกเพรสประจำปี (Daily Express Annuals) และซีรีส์บุคคาโน (The Bookano Series) โครงสร้างสามมิติในหนังสือของเขาจะตั้งขึ้นเวลาที่เปิดหน้าผ่านแต่ละหน้า หนังสือเหล่านี้ถือว่าเป็นหนังสือป๊อบอัพที่แท้จริงชุดแรก

การสร้างหนังสือภาพเคลื่อนไหวซบเซาลง แต่ก็ยังไม่สูญหายไปเสียทีเดียว ศิลปินและสำนักพิมพ์ของอเมริกาได้ร่วมกับประเทศอังกฤษผลิตหนังสือ, สื่อโฆษณา และการ์ดอวยพรขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง ในปีพ.ศ.2475 (ค.ศ.1932) บริษัท บลู ริบบอน เพรส (Blue Ribbon Press) เมืองนิวยอร์ค  ผลิตหนังสือ ป๊อบอัพสามมิติชุดนิทานคลาสสิคและการ์ตูน เช่น ป๊อบอาย (Popeye), ดิค เทรซี (Dick Tracy) และแอนนี้น้อยเด็กกำพร้า (Little Orphan Annie) และมีการใช้คำว่า ป๊อบอัพเป็นชื่อของหนังสือด้วย

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  จูเลียน เวห์ จากบรูคลินย์ นิวยอร์ค ได้จดสิทธิบัตรเทคนิคของเขา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับของแมกเจนดอร์เฟอร์ที่เป็นแถบกระดาษสำหรับดึง แต่ว่าเขาไม่ได้ใช้หมุดยึด และยังมี เจอรัลดีน คลีน (Geraldine Clyne) ที่ผลิต หนังสือชุด จอลลี่ จัมพ์ อัพ (Jolly Jump-up) ในปีพ.ศ.2470-2490 (ทศวรรษที่ 30-50) เธอใช้เทคนิคพัด ที่มีลักษณะคล้ายหีบเพลง

ช่วงปีพ.ศ. 2503 (กลางทศวรรษที่ 60) เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการหนังสือป๊อบอัพสามมิติ เมื่อ วอลโด ฮันท์ (Waldo Hunt) ผู้บริหารกิจการ กราฟฟิก อินเตอร์เนชั่นเนล ชาวอเมริกา ซี่งมีส่วนสำคัญในยุดทองที่สองของหนังสือป๊อบอัพสามมิติ เขาเจอหนังสือของ โวจเทค คูบาสต้า Vojtech Kubasta ในยุโรป และต้องการที่จะตีพิมพ์หนังสือของคูบาสต้าในสหรัฐอเมริกา แต่ถูกปฏิเสธโดย อาร์เทีย (Artia) ผู้ผลิตชาวรัสเซีย เพราะจำนวนสั่งผลิตของฮันท์มีจำนวนมากกว่ากฏห้าปีของสังคมคอมมิวนิสต์ในช่วงนั้น (คูบาสต้าเป็นชาวปราก ประเทศเชคโกสโลวาเกีย เขาได้สร้างสรรค์หนังสือป๊อบอัพที่มีสีสันสวยงาม และได้รับการแปลถึง 37 ภาษา จัดจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์ เวสมินส์เตอร์ของอังกฤษ และประสบความสำเร็จอย่างมากในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง) ฮันท์เดินทางกลับอเมริกาและจัดตั้งทีมงานที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มนักออกแบบป๊อบอัพ เช่น อิบ เพนิค (Ib Penick), ทอร์ ลุควิก (Tor Lokvig), และจอห์น สเตรแจน (John Strejan) ร่วมกับ แรนดอม เฮาส์ (Random House) เขาได้ผลิตหนังสือ เบนเนท เซิร์ฟ ป๊อบอัพ ริดเดิ้ล (Bennett Cerf’s Pop-up Riddle Book) พ.ศ.2508 (1965) และแจกเป็นของที่ระลึกฟรีที่ แมกซ์เวล เฮาส์ คอฟฟี่ (Maxwell House Coffee) แรนดอม เฮาส์ ยังคงดำเนินการผลิตหนังสือป๊อบอัพสามมิติระหว่าง พ.ศ. 2503-2513 (ทศวรรตที่ 60-70) ซึ่งต่อมาบริษัทผลิตการ์ด ฮอลล์มาร์ค ได้ซื้อบริษัท กราฟฟิก อินเตอร์เนชั่นเนล ในปีพ.ศ.2519 (1976) จากนั้นฮันส์ได้ก่อตั้งบริษัทบรรจุภัณฑ์ ชื่อ อินเตอร์วิชัวล์ บุคส์ (Intervisual Books) เขาได้ผลิตหนังสือป๊อบอัพจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นหนังสือสะสมในปัจจุบัน

เปเปอร์เอนจิเนียร์ผู้สร้างสรรค์งานรุ่นใหม่ๆ ในโลกของหนังสือป๊อบอัพยังคงพัฒนาการออกแบบอย่างต่อเนื่อง เช่น รอน แวน เดอร์ เมียร์ ปีพ.ศ.2535 (Ron Van Der Meer 1992) ได้เริ่มผลิตหนังสือชุด เดอะ อาร์ท แพค (The Art Pack) เป็นการออกแบบที่มีลักษณะเฉพาะตัวมีภาพวาดประกอบกับป๊อบอัพ, โรเบิร์ต ซาบูดา (Robert Sabuda) ได้ออกแบบหนังสือป๊อบอัพที่ใช้กระดาษสีขาวทั้งหมดในหนังสือเล่มแรกของเขา ชื่อ เดอะ คริสตมาส อัลฟาเบท ปีพ.ศ. 2539 (The Christmas Alphabet, 1996) องค์ประกอบต่างๆ ทำให้ผู้อ่านตื่นตา, พอล โอ เซลินสกาย (Paul O.Zelinsky) นักวาดภาพประกอบผู้ชนะรางวัล คาลดิคอทท์ (Caldecott-winning) ได้ร่วมทีมกับ แอนดรู บารอน (Andrew Baron) นักออกแบบป๊อบอัพผู้ชนะรางวัลแมกเจนดอร์เฟอร์ (Meggendorfer Prize-winning) ได้สร้างหนังสือสามมิติที่มีความซับซ้อนชื่อ นิค แนค แพดดี้แวค พ.ศ.2546 (Knick-Knack Paddywhack, 2003)

ในช่วงปีที่ผ่านๆ มา การผลิตหนังสือป๊อบอัพได้ค่อยๆลดลง กระบวนการผลิตหนังสือยังเป็นการประกอบด้วยแรงงานคน สำนักพิมพ์ยังคงหาแหล่งผลิตราคาต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย อาจพูดได้ว่าเป็นช่วงขาลงของธุรกิจ จากปัจจัยความไม่แน่นอนของตลาด, การลดลงของจำนวนผู้ผลิต หรือการเพิ่มราคาของหนังสือ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนเลยในรอบกว่า 700 ปีที่ผ่านมา คือ หนังสือป๊อบอัพยังคงเป็นผลิตผลของศิลปินผู้สร้างสรรค์ ซึ่งต้องใช้ความพยายามและความสามารถเฉพาะตัวในการสร้างสรรค์ และยังคงเป็นที่นิยมทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ขอขอบคุณ Ellen G.K. Rubin; Popuplady ที่อนุญาตให้มีการแปลบทความเป็นภาษาไทยและเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เนท

ท่านสามารถอ่านต้นฉนับภาษาอังกฤษได้ที่ popuplady.com

PopZecret
Posted in Articles | 2 Comments